เปิดรับสมัคร Mr.Gay World Thailand 2023

เปิดรับสมัคร Mr.Gay World Thailand 2023

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมประกวด

1. เพศชาย หรือ ผู้ชายข้ามเพศ (ที่นิยามตัวตนว่าเป็นเกย์)
2. อายุ 20 – 50 ปี ไม่จำกัดสัดส่วน ไม่จำกัดเรื่องการศึกษา
3. มีความภาคภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเอง เปิดเผยตัวตนที่ชัดเจน
4. มีทัศนคติที่ดีต่อความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศภาวะ เพศวิถี อาชีพ สุขภาพกายและสุขภาพจิต
5. สามารถบริหารจัดการเรื่องเวลาการเข้าร่วมกิจกรรมได้ทั้งก่อนประกวดและการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต
6. ไม่ทำธุรกิจหรือเคยมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กและเยาวชน
7. ไม่ติดสัญญากับเวทีการประกวดหรือสังกัดใดๆ
8. ผู้ผ่านรอบออดิชั่นจะต้องชำระเงิน 1,000 บาท เป็นค่าสมัครเข้าร่วมประกวด และค่าบัตรชมรอบตัดสิน สำหรับผู้ติดตาม จำนวน 1 ที่นั่ง

กำหนดการประกวด

  • เปิดรับสมัคร: 1 – 28 กุมภาพันธ์ 2023
  • รอบออดิชั่น: เสาร์ที่ 1 เมษายน 2023
  • ถ่ายภาพ: อาทิตย์ที่ 2 เมษายน 2023
  • อบรม: 22 – 23 เมษายน 2023
  • พรีเซนต์แคมเปญ พร้อมเปิดโหวต: เสาร์ที่ 6 พฤษภาคม 2023
  • รอบตัดสิน: เสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2023
ประชุมเครือข่ายกลุ่มหลากหลายทางเพศขับเคลื่อนการทำงานการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด

ประชุมเครือข่ายกลุ่มหลากหลายทางเพศขับเคลื่อนการทำงานการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด

วันที่ 21 ธันวาคม 2565 สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด โดยกลุ่มพัฒนาการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด จัดประชุมเครือข่ายกลุ่มหลากหลายทางเพศขับเคลื่อนการทำงานการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด โดยได้รับเกียรติจากแพทย์หญิงภาวิณี รุ่งทนต์กิจ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น 8 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง
.
ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ศูนย์บริการสาธารณสุข 41 51 สำนักงานเขตพญาไท บางกะปิ คลองเตย สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ พหลโยธิน ท่าเรือ วังทองหลาง โชคชัย ๔ ดินแดง สุทธิสาร และภาคีเครือข่าย สมาคมฟ้าสีรุ้ง บางกอกเรนโบว์ Krubb Bangkok
ใครกะเทย มึงสิกะเทย

ใครกะเทย มึงสิกะเทย

ใครกะเทย มึงสิกะเทย…ก็ว่าไม่ได้นะ บัตรนกด่วนก็หมดไปแล้วนะ แต่บัตรราคาปกติยังมีขายอยู่นะว่าบาป

ไม่เท่านั้นวันนี้จะมากระซิบความเริ่ศเพิ่มเติม ถึงงานนี้จะชื่อเป็นShibari Showcase 2022 มีเหล่าศิลปินรับเชิญจากต่างประเทศใดใด แต่มันยังไม่หมดแค่นั้น เพื่อความจัดเต็มในงานShibari Showcase 2022 มึงสิกะเทย เรายังเชิญญาติมิตร เพื่อนสนิท มาร่วมเสริมให้พิเศษมากกว่าเดิม ได้แก่

1. BRO (Bangkok Rainbow Organization) องค์กรสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ
2. คุณชานันท์ ยอดหงษ์
3. คุณแอดหมาแอดแมว จากเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn
4. คุณ วริศ ลิขิตอนุสรณ์ ผู้ขับดนตรี จาก PLACEBo CLUB, weird stuff that helps
5. คุณ Masala Bold คนนี้อ่ะไม่ต้องพูดเยอะ เป็นนั้นแหละ ใช่ๆ อื้มๆ เริ่ดๆ คนนั้นแหละค่ะ มาเดี๋ยวก็จะรู้เอง

มึงสิกะเทย ขอนัดหมายวันที่ 11 ธันวาคม 2565
ตั้งแต่ 15:00 โชว์แรกเริ่ม 16:30
และงานจบ 20:00 (ขอเวลาไทม์โซนไทยนะคะ อย่ามาใช้เวลากะเทย ใครมาเวลากะเทยจะโดนด่าว่า อีกะเทย)

Door open 15:00 , First show start 16:30 and we close by 20:00
ราคาบัตร 1,250 บาท ต่อท่าน

ซื้อบัตรติดต่อ LINE : yada.jones หรือ ข้อความ
Buy ticket : DM or Line : yada.jones

ปล. ขอแจ้งอีทีนะคะ คำว่า “กะเทย” ไม่มี ร ไม่ใช่กระเทยค่าาาาา ใครเขียนผิดจะไล่ไปเรียนกับครูสมศรีนะคะ

ยา PrEP

ยา PrEP

ยาเพร็พ หรือ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) คือ ยาสำหรับป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวี (HIV) โดยวิธีการกินคือ กินก่อนที่จะไปเจอความเสี่ยง ซึ่งยาเพร็พ (PrEP) สามารถลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ผ่านการมีเพศสัมพันธ์สูงถึง 99%

วิธีการกินยาเพร็พ (PrEP)

การกินยาเพร็พ (PrEP) สามารถกินได้ 2 วิธี

  1. ยาเพร็พแบบที่กินทุกวัน (Daily PrEP)
  2. ยาเพร็พแบบที่กินเฉพาะก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ (On-Demand PrEP)

วิธีการกินนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจกรรมทางเพศของผู้ที่ต้องการจะกินยาเพร็พ (PrEP)

ยาเพร็พ (PrEP) ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ดังนั้นควรใส่ถุงทุกครั้งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดป้องกันจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น

ผู้ที่ควรกินยาเพร็พ (PrEP) 

ยาเพร็พ (PrEP) เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีสูง (HIV) เช่น คู่รักเพศเดียวกัน, ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนหลายคน หรือผู้ที่รับยาเป็ป (PEPSE) เป็นประจำ เนื่องจากเกิดการผิดพลาดระหว่างมีเพศสัมพันธ์จนเกิดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นต้น

หากต้องการรับยาเพร็พ (PrEP) หรือต้องการพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวิธีการรักษาพร้อมรับยาเพร็พ (PrEP) สามารถติดต่อเราได้ตลอดเวลาทำการ

เพร็พ (PrEP-Pre-Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสที่ป้องกันการติดชื้อเอชไอวีในผู้ที่มีผลเลือดลบ เริ่มใช้ตรียมไว้ก่อนจะมีโอกาสสัมผัสเชื้อ และใช้ต่อเนื่องไปจนหมด

  1. กินยา PrEP นี้เป็นประจำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง
  2. ตรวจเลือดเพื่อติดตามประสิทธิภาพของยาทุก ๆ 3 เดือน
  3. ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ เช่น หนองใน หนองในเทียม หรือชิฟิลิส
  4. เพร็พอาจจะเหมาะกับคุณ หากคุณไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง หรือเคยมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือใช้ยาเมื่อมีเพศสัมพันธ์

เพ็พ (PEP- Post-Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน สำหรับผู้ที่มีผลเลือดลบที่เพิ่งสัมผัสเชื้อมาไม่เกิน 72 ชั่วโมง

  1. ต้องได้รับทันที ห้ามเกิน 72 ชั่วโมง
  2. รับยาติดต่อกัน 28 วัน

สงสัยว่าสัมผัสเชื้อ ไม่แน่ใจในความเสี่ยง รีบรับคำปรึกษา และตรวจเลือดได้ทันที

 

ที่มา : PSK CLINIC คลินิกสุขภาพทางเพศ บริการตรวจและให้คำปรึกษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

HIV/AIDS

HIV/AIDS

เชื้อ HIV สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด ส่วนน้ำลาย เสมหะและน้ำนมมีปริมาณเชื้อ HIV น้อย สำหรับเหงื่อ ปัสสาวะและอุจจาระแทบไม่พบเลย ทั้งนี้มีช่องทางการติดต่อที่สำคัญ ได้แก่

  1. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เช่น ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งทางช่องคลอดและทวารหนัก ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของการระบาดวิทยาพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อ HIV ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
  2. ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งมักพบในกลุ่มผู้ฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด
  3. การสัมผัสเลือดหรือน้ำเหลืองของผู้ติดเชื้อ HIV ผ่านผิวสัมผัสที่เป็นแผลเปิดหรือรอยถลอก รวมทั้งการใช้ของมีคมร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV โดยไม่ทำความสะอาดอุปกรณ์ให้สะอาดเพียงพอ เช่น มีดโกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ เข็มสักผิวหนังหรือคิ้ว เข็มเจาะหู
  4. การติดต่อจากแม่สู่ลูก ทั้งระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงดูด้วยนมแม่
  5. การรับโลหิตบริจาคที่มีเชื้อ HIV ปนเปื้อน ซึ่งมีโอกาสน้อยมากในปัจจุบัน เนื่องจากโลหิตที่ได้รับบริจาคทุกขวดต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อ HIV เพื่อความปลอดภัย

หากสงสัยว่า ได้รับเชื้อ HIV ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อกินยาต้านเชื้อ HIV แบบฉุกเฉินหรือยา PEP (เพ็บ) ภายใน 72 ชั่วโมง หรือหากมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อสามารถกินยา PrEP (เพร็บ) ซึ่งเป็นยาที่กินก่อนที่จะได้รับเชื้อหรือป้องกันเชื้อ HIV ได้

ระยะของการติดเชื้อ HIV

ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อ HIV ในช่วงแรกที่ติดเชื้อปริมาณไม่มาก และยังไม่ได้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมาอาจยังตรวจหาเชื้อหรือภูมิต้านทานต่อเชื้อไม่พบ ซึ่งอาจเป็นช่วงตั้งแต่ 2-12 สัปดาห์ ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะมีอาการไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว น้ำหนักลด หรือมีฝ้าขาวในช่องปาก อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปได้เอง และเนื่องจากอาการคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่หรือไข้ทั่วไป ผู้ติดเชื้ออาจซื้อยากินเองหรือไปพบแพทย์ก็อาจไม่ได้รับการตรวจเลือด นอกจากนี้บางรายหลังติดเชื้ออาจไม่มีอาการผิดปกติปรากฏให้เห็น ดังนั้นผู้ติดเชื้อบางรายจึงอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ในระยะนี้

ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อมักจะแข็งแรงเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่อตรวจเลือดจะพบเชื้อ HIV และสารภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนี้ จึงสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ เรียกว่าเป็นพาหะ (Carrier) ระยะนี้แม้ว่าจะไม่มีอาการแต่เชื้อ HIV จะแบ่งตัวเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ และทำลายระบบภูมิคุ้มกันโรคจนมีจำนวนลดลง เมื่อลดต่ำลงมาก ๆ ก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้อัตราการลดลงของระบบภูมิคุ้มกันโรคจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อ HIV และสภาพความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันโรคของผู้ติดเชื้อเอง ระยะนี้คนส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 85 มักเป็นอยู่นาน 5-10 ปี แต่มีกลุ่มผู้ป่วยประมาณร้อยละ 10 ที่ระยะนี้อาจสั้นเพียง 2-3 ปี ซึ่งเรียกว่า กลุ่มที่มีการดำเนินโรคเร็ว (Rapid progressor) ในขณะที่ประมาณร้อยละ 5 จะมีการดำเนินโรคช้า โดยบางรายอาจนานกว่า 10-15 ปีขึ้นไป เรียกว่า กลุ่มที่ควบคุมเชื้อได้ดีเป็นพิเศษ (Elite controller)

ระยะติดเชื้อที่มีอาการ  ผู้ป่วยจะมีอาการมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันโรค ดังนี้

อาการเล็กน้อย ระยะนี้ถ้าตรวจระดับ CD4 มักจะมีจำนวนมากกว่า 500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ผู้ป่วยอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอโตเล็กน้อย โรคเชื้อราที่เล็บ แผลร้อนในในช่องปาก ผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ดรังแคที่ไรผม ข้างจมูก ริมฝีปาก ฝ้าขาวข้างลิ้นซึ่งขูดไม่ออก โรคสะเก็ดเงินที่เคยเป็นอยู่เดิมกำเริบ

อาการปานกลาง ระยะนี้ถ้าตรวจระดับ CD4 มักจะมีจำนวนระหว่าง 200-500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้ เริมที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ ซึ่งกำเริบบ่อยและเป็นแผลเรื้อรัง งูสวัด โรคเชื้อราในช่องปากหรือช่องคลอด ท้องเสียบ่อยหรือเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน มีไข้เป็น ๆ หาย ๆ หรือติดต่อกันทุกวันนานเกิน 1 เดือน ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 บริเวณ (เช่น คอ รักแร้ และขาหนีบ) นานเกิน 3 เดือน น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดกล้ามเนื้อและข้อ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย

ระยะป่วยเป็นเอดส์ (เอดส์เต็มขั้น) ระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันโรคของผู้ป่วยเสื่อมเต็มที่ ถ้าตรวจระดับ CD4 จะพบว่ามักมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร เป็นผลทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว วัณโรค ฉวยโอกาสเข้ารุมเร้าเรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อที่รักษาค่อนข้างยากและอาจติดเชื้อชนิดเดิมซ้ำ หรือชนิดใหม่หรือหลายชนิดร่วมกัน ระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้ มีไข้เรื้อรังติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ไอเรื้อรังหรือหายใจหอบเหนื่อยจากวัณโรคปอดหรือปอดอักเสบ ท้องเสียเรื้อรังจากเชื้อราหรือโปรโตซัว น้ำหนักลด รูปร่างผอมแห้งและอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน กลืนลำบากหรือเจ็บเวลากลืนเนื่องจากหลอดอาหารอักเสบจากเชื้อรา สายตาพร่ามัว มองไม่ชัดหรือเห็นเงาหยากไย่ลอยไปลอยมา ตกขาวบ่อยในผู้หญิง มีผื่นคันตามผิวหนัง ซีด มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออกจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ สับสน ความจำเสื่อม หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ พฤติกรรมผิดแปลกจากเดิมเนื่องจากความผิดปกติของสมอง ปวดศีรษะรุนแรง ชัก สับสน ซึม หรือหมดสติจากการติดเชื้อในสมอง อาการของโรคมะเร็งที่เกิดแทรกซ้อน เช่น มะเร็งของผนังหลอดเลือด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก เป็นต้น